• มะเร็ง ถือเป็นภัยร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมาก จากภาวะเนื้องอกจนกลายเป็นเนื้อร้าย สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ซึ่งหากรู้และรักษาได้ทันย่อมมีโอกาสหายจากโรค แต่อย่ารอให้ถึงวันนั้น วันนี้เราพามาทำความรู้จัก 10 สมุนไพร ที่มีไว้ห่างไกลจากมะเร็งอย่างแน่นอนค่ะ


    1. ฟ้าทะลายโจร

    ฟ้าทะลายโจร ถือเป็นยอดสมุนไพรเลยทีเดียว ด้วยทุกส่วนของลำต้นนั้นสามารถนำมาทำเป็นยาได้หมด ลักษณะเป็นพืชล้มลุก ใบรูปร่างเรียวยาวปลายแหลม สีเขียวเข้ม ดอกจะออกที่ซอกใบมีลักษณะเป็นสีขาวแซมม่วง สรรพคุณที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ แก้ไข้ แก้อักเสบ เจ็บคอ แต่สรรพคุณนอกเหนือจากนี้คือสามารถยับยั้งเซลล์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ โดยนำใบมาทำเป็นผงแล้วอัดใส่แคปซูล หรือจะต้มดื่มก็ได้เช่นกัน แต่ในขณะเดียวกันนอกจากจะมีคุณแล้ว ก็ย่อมมีโทษเป็นธรรมดา ซึ่งไม่ควรกินฟ้าทะลายโจรติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะมีผลข้างเคียงคือ ทำให้ปวดเอวหรือปวดหลัง ใจสั่น แขน ขาไม่มีแรง และโดยเฉพาะสตรีมีครรภ์ และผู้ที่ป่วยเป็นโรคคูมาติก หรือไข้ดำแดง ไม่ควรทานค่ะ


    2. บอระเพ็ด
    บอระเพ็ด แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกขมแล้วใช่ไหมคะ แต่ความขมในบอระเพ็ดนี่แหละค่ะที่ช่วยในการรักษาโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะในความขมนั้นมีสารที่เรียกว่า อัลคาลอยด์ ไดเทอร์ปีนอยด์ สารฟีโนลิก ไกลโคไซด์ เป็นสารที่มีฤทธิ์ในการลดไข้ ลดระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทานให้กับเม็ดเลือดขาว และยังสามารถลดขนาดของเนื้องอก ซึ่งเป็นตัวสาเหตุของมะเร็งให้เล็กลงได้อีกด้วย

    นอกจากนี้บอระเพ็ดยังมีสรรพคุณต่างๆ อีกมากมายในการป้องกันและรักษาโรคอื่นๆ เช่น ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ต่อต้านอนุมูลอิสระ ขับพยาธิ ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ร้อนใน บรรเทาอาการไอ ริดสีดวง ซึ่งทุกส่วนของบอระเพ็ดนั้นสามารถนำมาทำยาได้หมดเลยค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาทำเป็นของหวานอย่างบอระเพ็ดแช่อิ่มไว้ทานเพลินๆ แล้วยังดีต่อร่างกายอีกด้วย

    แต่เมื่อมีสรรพคุณ ก็ต้องมีโทษใช่ไหมค่ะ หากทานบอระเพ็ดติดต่อกันนานๆ จะส่งผลเสียต่อตับ ทำให้ตับอักเสบได้ โดยเฉพาะผู้ช่วยโรคเบาหวาน ต้องระวัง และทานตามคำแนะนำของแพทย์ค่ะ


    3. ว่านหางจระเข้
    ว่านหางจระเข้ มีลักษณะเป็นใบสีเขียวด้านข้างมีหนามคล้ายเข็ม เนื้อวุ้นสีขาวใส เป็นเมือก โดยส่วนใหญ่เรามักใช้ว่านหางจระเข้ในการรักษาแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แต่รู้หรือไม่ว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณมากกว่านั้น คือ เนื้อวุ้นสามารถนำมาทานเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน ปวดศีรษะ ใช้เป็นยาระบาย รักษาริดสีดวงทวาร นอกจากนี้น้ำว่านหางจระเข้ยังช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ในว่านหางจระเข้มีธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก คือ แมกนีเซียม โพแทสเซียม ทองแดง แมงกานีส โครเมียม วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 และวิตามินบี 12

    เนื้อวุ้นมีสาร Aloctin A เป็นสารที่สามารถช่วยในการรักษาโรคมะเร็ง อาการแพ้ รักษาโรคผิวหนังได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หากนำมาทาหน้ายังช่วยบำรุงผิวพรรรณให้ดูนุ่ม ชุ่มชื่น รักษาสิว ลดความมันบนใบหน้า ป้องกันการเกิดฝ้าได้อีกด้วย
    ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ ที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้เป็นจำนวนมาก ทั้งเครื่องสำอาง โลชั่น แชมพู ครีมทาผิว และยังสามารถนำมาทำเป็นของหวานไว้ทานได้อย่าง วุ้น หรือลอยแก้วได้อีกด้วยค่ะ


    4. ใบบัวบก
    หากพูดถึงใบบัวบก อาจคิดว่าใช้รักษาคนอกหัก รักคุด ช้ำใน แต่จริงๆ แล้วบัวบกมีสรรพคุณมากกว่านั้น บัวบกจัดเป็นพืชล้มลุกชอบที่ชุ่มชื้น ลักษณะใบเล็กประมาณเหรียญสิบบาท มีรสขม ในบัวบกมีสารสำคัญหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2
    วิตามินบี 6 แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม บรามิโนซัยด์ และกรดอะมิโน เป็นต้น

    ด้วยเพราะบัวบกมีสารต่างๆ มากมายจึงมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เช่น รักษาโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องอืด ท้องเสีย บำรุงสมอง บำรุงสายตา บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต ช่วยผ่อนคลายความเครียด กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ รักษาโลหิตจาง ความดันโลหิตสูง ลมชัก แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ เบาหวาน และที่สำคัญยังมีสารที่ช่วยยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วยค่ะ และยังมีสรรพคุณต่างๆ อีกมากมายหลายประการ

    บัวบกนอกจากจะทำเป็นยาแล้ว ยังสามารถทำเป็นน้ำไว้ดื่มได้ หรือที่เรียกว่าน้ำบัวบกนั่นเอง วิธีทำไม่ยากค่ะ
    1. เลือกใบบัวบกที่เป็นใบแก่ เขียวเข้ม ล้างทำความสะอาด ตัดเป็นท่อนๆ แล้วนำมาบด
    2. ผสมใบบัวบกที่บดแล้วกับน้ำธรรมดา คั้นเป็นตัวยาออกมา กรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อแยกกากออก
    3. ผสมกับน้ำเชื่อม ดื่มกับน้ำแข็ง หรือแช่เย็นไว้ ดื่มแก้ร้อนใน ช้ำในได้เป็นอย่างดี
    นอกจากนี้ยังทำเป็นอาหารคาวได้อีกด้วย เช่น ซอยเป็นชิ้นบางๆ ผสมในไข่เจียว หรือจะนำไปชุบแป้งทอดเป็นอาหารทานเล่น จิ้มกับน้ำจิ้มไก่ หรือซอสพริกก็ได้เช่นกัน เห็นไหมคะได้ทั้งประโยชน์และอร่อยอีกด้วย

    ข้อควรระวังในการรับประทานบัวบก ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นยาที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรที่จะทานมากหรือทานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุล และเป็นพิษต่อร่างกาย และที่สำคัญไม่ควรนำไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง จะทำให้สูญเสียตัวยาที่มีสรรพคุณไป แต่ควรผึ่งไว้ในร่มที่มีอากาศถ่ายเทค่ะ และเก็บใส่ภาชนะปิดสนิทเพื่อป้องกันความชื้น


    5. กะเพรา
    กะเพรา ไม่ได้มีดีแค่ทำผัดกะเพรา แต่ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย นิยมปลูกกันแทบทุกครัวเรือน ลักษณะของต้นกะเพราเป็นไม้พุ่ม แตกกิ่งก้านมากมาย ลักษณะก้านอ่อนจะมีสีเขียวมีขน ก้านใบยาว มีดอกเป็นช่อตั้งขึ้นลักษณะเป็นฉัตรสูง
    กะเพราเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายด้าน มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ กะเพราแดง และกะเพราขาว กะเพราแดงจะนิยมทำเป็นยามากกว่ากะเพราขาว เพราะมีฤทธิ์ที่แรงกว่า ส่วนกะเพราขาวจะนิยมนำมาใช้เพื่อการประกอบอาหาร ด้วยเพราะกะเพรามีกลิ่นฉุน ร้อน ช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียดแน่นได้เป็นอย่างดี สรรพคุณหลักๆ ที่สำคัญของกะเพราก็คือ ป้องกันอาการหวัด แก้คลื่นไส้อาเจียน ช่วยย่อยไขมัน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ตัวใบยังใช้รักษาโรคกลากเกลื้อน หูด และที่สำคัญสามารถช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งได้อีกด้วย

    ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก medthai.com

    * ทาง Welkin Mark ไม่มีนโยบายให้ผู้ป่วยละเลิกจากการรักษาแผนปัจจุบัน เราเป็นทางเลือกที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามะเร็งตามการแพทย์แผนปัจจุบันมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เด็กและสตรีมีครรภ์ อาจเป็นอันตรายได้ พิจารณาใช้ได้เฉพาะบางรายเท่านั้น

CA สมุนไพรต้านมะเร็ง สกัดจากสมุนไพรรักษามะเร็ง ต่อต้านมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โทร. 098-349-5399 ทุกวัน (เวลา 8.00-20.00 น. ) หรือฝากข้อความทิ้งไว้ทาง Inbox แล้วเราจะติดต่อกลับไปค่ะ
LINE: @CAherbal

มะเร็งมีทางออก สมุนไพรรักษามะเร็ง สมุนไพรต้านมะเร็ง